กู้เงิน คิดก่อนกู้ รู้ทันทุกเงื่อนไขในการกู้เงิน สบายใจ

      Home / เทคนิคกู้ยังไงให้ผ่าน / กู้เงิน คิดก่อนกู้ รู้ทันทุกเงื่อนไขในการกู้เงิน สบายใจ

    กู้เงิน คิดก่อนกู้ รู้ทันทุกเงื่อนไขในการกู้เงิน สบายใจ

    0

    กู้เงิน ถ้าพูด ถึงเรื่องการติดต่อธนาคาร การขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือการขออนุมัติวงเงินกู้เรื่องอื่น ๆ หลายคนคงไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับธนาคาร เพราะคงคิดเช่นเดียวกันว่า เป็นเรื่องน่าเบื่อ ยุ่งยาก

    • เอกสารมากมาย แค่ฟังก็ปวดหัวแล้วจริงไหมคะ ดังนั้น เราลองมาเปลี่ยนวิธีคิดกันเสียใหม่ว่า การขอสินเชื่อไม่ยากอย่างที่คิดสิ่งแรกและสิ่งสำคัญ ผู้ที่จะเข้าไปขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องเปลี่ยนความคิดเสียก่อน
    • ต้องคิดใหม่เสียว่า เราคือลูกค้าธนาคารชั้นดีที่จะผ่อนจ่ายตรงตามเวลา ดอกเบี้ยที่เราจ่ายคือรายได้ของธนาคาร ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายอย่ากังวลค่ะ เมื่อปรับความคิดนี้ได้
    • คุณจะเดินเข้าไปขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นใจ

    จากนั้นเราลองมาดูหลักและวิธีการคิดก่อนกู้เพื่อที่จะรู้ทันกฎระเบียบของธนาคารกันก่อนดีกว่าค่ะ

    1. สำรวจตัวเอง

    • ว่าฐานะการเงินและความพร้อมในการต้องการกู้ของเรามีความพร้อมมากแค่ไหน มีหนี้ติดตัวมาหรือไม่ เช่น หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ซึ่งหนี้ทั้งหมดรวมถึงหนี้การกู้สินเชื่อ เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 40%
    • ของรายได้หรือเงินเดือนของเรา ธนาคารถึงจะมองว่าเรามีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ นอกจากสำรวจรายรับของตัวเองแล้ว ที่สำคัญอย่าลืมสำรวจศักยภาพของที่ทำงานด้วยนะคะ
    • บางท่านทำงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชนที่มีสัญญากับสถาบันการเงินอยู่แล้ว คุณจะได้สิทธิพิเศษทันที แนะนำให้ใช้สถาบันการเงินที่มีสัญญากับที่ทำงาน
    • ลองนำอัตราดอกเบี้ยที่ได้ไปเปรียบเทียบกับสถาบันการเงินอื่น ๆ สัก 2-3 แห่ง แล้วเลือกได้เลยค่ะ

    2. สำรวจอัตราดอกเบี้ย

    • เพราะธนาคารจะมีเงื่อนไขให้อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันและวงเงินให้กู้แตกต่างกันค่ะ เช่น ถ้าสินทรัพย์ราคาต่ำ เป็นต้นว่า
    • คอนโดราคาต่ำกว่า 300,000 บาท บางธนาคารจะไม่อนุมัติ ดังนั้น อันดับแรก เราต้องเช็คก่อนค่ะว่า วงเงินกู้ของเราที่ตั้งไว้กู้ผ่านเงื่อนไขของธนาคารหรือไม่

    3. สำรวจอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

    ลองเลือกธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวที่ต่ำที่สุด โดยทำการหาข้อมูลและทำตารางเปรียบเทียบ สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบดังนี้คือ

    • 1. วงเงินกู้ที่แต่ละธนาคารให้กู้ เช่น บางธนาคารให้กู้ 80-100%  
    • 2. เปรียบเทียบ MLR ของแต่ละธนาคาร
    • 3. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 
    • 4. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยปีที่ 2  
    • 5. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยปีที่ 3
    • 6. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยปีที่ 4 ที่ให้เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ปีนั้นก็เพื่อใช้ในการคำนวณว่าตลอดอายุการผ่อนอย่างน้อย 3 ปี อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดเท่าไหร่
    • เพราะบางคนหลงดูแต่โปรโมชั่นที่ล่อตาล่อใจในช่วง 1 – 2 ปีแรก ซึ่งอาจถูกหลอกตาด้วยตัวเลขที่เร้าใจได้ค่ะ
    • ดังนั้นการนำอัตราดอกเบี้ยทั้ง 4 ปีมาคำนวณจะช่วยให้เราทราบอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่แท้จริงและปลอดภัยสำหรับการเลือกสินเชื่อได้

    4. เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย

    โดยเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่ธนาคารเรียกเก็บ เช่น ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ปัจจุบันมีหลายธนาคารที่จัดโปรโมชั่นในการยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ เพื่อดึงดูดใจลูกค้า ซึ่งโดยปกติค่าธรรมเนียมการยื่นกู้จะอยู่ที่ 0.10% – 0.25 %

    • ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนในกรณีที่จะไถ่ถอนก่อนกำหนด หมายถึง กรณีที่ผู้กู้ต้องการจะไถ่ถอนก่อนครบสัญญาที่กำหนดไว้ ค่าปรับนี้ธนาคารต่าง ๆ จะคิดไม่เท่ากันค่ะ
    • โดยส่วนมากธนาคารจะหัก 2-3% ของวงเงินกู้ทั้งหมด เช่น กู้ 1,000,000บาท หากต้องการไถ่ถอนภายใน 3 ปี ผู้กู้จะเสียค่าปรับ 2% เป็นเงิน 20,000 บาท เป็นต้นค่ะ
    • ค่าประเมินทรัพย์ที่ต้องเปรียบเทียบ เพราะแต่ละธนาคารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันบ้างค่ะ เนื่องจากธนาคารทุกแห่งจะต้องจ้างบริษัทประเมินเพื่อดำเนินการในส่วนนี้
    • ดังนั้นราคาและธนาคารย่อมแตกต่างกันโดยจะอยู่ที่ 1,700 – 3,000 บาท นอกเสียจากเป็นการซื้อที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด
    • มือหนึ่งจากโครงการ ธนาคารจะใช้ราคาซื้อขาย ณ ปัจจุบัน ถือเป็นราคาประเมินซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บจากลูกค้าค่ะ
    • หากดอกเบี้ยผิดนัด โดยปกติถ้าผู้กู้จ่ายเงินไม่ตรงเวลาหรือผิดนัด ธนาคารแต่ละแห่งจะมีการคิดดอกเบี้ยเพื่อปรับ
    • ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งจะคิดไม่เท่ากันค่ะ ดังนั้นผู้กู้ควรศึกษาเรื่องนี้ไว้ด้วยจะดีค่ะ เพราะดอกเบี้ยค่าปรับหรือดอกเบี้ยผิดนัดนั้นค่อนข้างสูงโดยจะอยู่ประมาณ 10-15% สิ่งที่ดีผู้กู้ต้องรู้ทันและมีสติด้วยนะคะ
    • หากเผลอลืมชำระค่างวดรับรองดอกเบี้ยบานแน่ค่ะ
    • ค่าประกันภัยที่อยู่อาศัย หลังจากได้รับอนุมัติสินเชื่อ ธนาคารทุกแห่งมักจะให้ผู้กู้ทำประกันอัคคีภัย ซึ่งผู้กู้ต้องเสียค่าประกันอัคคีภัยกับบริษัทประกันด้วย
    • นอกจากนี้ธนาคารมักเชิญชวนผู้กู้ทำประกันชีวิตด้วย หากกรณีผู้กู้เสียชีวิต บริษัทประกันจะชดใช้หนี้ทั้งหมดให้กับธนาคาร
    • ซึ่งกรณีนี้ธนาคารไม่ได้บังคับ แต่ธนาคารส่วนใหญ่มักมีการจูงใจโดยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงหากผู้กู้ทำประกันชีวิตอีกด้วย ซึ่งทั้งนี้ผู้กู้ควรรู้และตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของตัวผู้กู้เองด้วย